Blog Post

รีวิว เที่ยวตรัง 3 วัน 2 คืน ผู้หญิงเที่ยวคนเดียว แต่ไม่โดดเดี่ยวที่เมืองตรัง
Review

รีวิว เที่ยวตรัง 3 วัน 2 คืน ผู้หญิงเที่ยวคนเดียว แต่ไม่โดดเดี่ยวที่เมืองตรัง 

วันนี้เราจะพาทุกคนไปตะลุยเที่ยวจังหวัดตรังกันค่ะ สำหรับทริปนี้
เราเดินทางคนเดียว ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน
ตอนแรกเราแพลนจะไปเกาะ one day trip แต่ช่วงที่เราไปเป็นฤดูมรสุม
เราจึงเปลี่ยนแผน เป็น ตระเวนกิน และเที่ยวแค่ในตัวจังหวัดตรัง และ อำเภอกันตัง
สำหรับที่พัก เราพักที่ A Local Something Hostel

รีวิว เที่ยวตรัง 3 วัน 2 คืน ผู้หญิงเที่ยวคนเดียว แต่ไม่โดดเดี่ยวที่เมืองตรัง

ร้านพงษ์โอชา 3 ติ่มซำรสเลิศ

แรกเริ่มการเดินทาง ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว เราจอง ตั๋วโปร 0 บาท ของสายการบิน Thai AirAsia ได้
ตัวเลือกก็เลยตกมาอยู่ที่จังหวัดเล็กๆ น่ารักๆ อย่างตรัง
เราเดินทางมาถึงตรังประมาณบ่าย 2 โมงกว่าๆ พอลงเครื่องบินปุ๊ป ก็เดินออกมาด้านหน้าสนามบิน
ไปขึ้นรถตู้ ราคา 90 บาท/คน แจ้งเขาว่าไปที่ A Local Something Hostel ค่ะ
หลังจากเข้าที่พัก เก็บของเรียบร้อย ด้วยความที่เราอ่านข้อมูลมานิดเดียว
ก็เลยลงไปนั่งคุยกับน้องกานต์ staff ที่ hostel เราอยากกินติ่มซำ น้องกานต์บอกว่า ติ่มซำต้องกินตอนเช้า
อ้าวหรอ!!! เราก็เพิ่งรู้ ฮ่าๆๆๆ แต่น้องบอกว่า ถ้าเวลานี้บ่าย 3 โมง จะมีที่ ร้านพงษ์โอชา 3
นั่งลุงวินนี่มอไซด์ไปส่งที่ร้านได้ จ่ายค่ามอไซด์ไป 30 บาทค่ะ

มาเมืองตรัง ต้องมากินติ่มซำ!!!!! ราคาเข่งละ 20 บาท ที่ร้านจะมีเมนูใหญ่เบ่อเริ่มมาให้เลือก
เราเลือกติ่มซำไปทั้งหมด 5 เข่ง ใช่ค่ะ!! ทางเรากินคนเดียวหมดนี่เลย ฮ่าๆๆ

เราแอบมองโต๊ะข้างๆ อ่อ!! เขากินติ่มซำกับน้ำชา เราก็เลยกินตามเขา อร่อยยยยยยยยมากกกกกค่ะ!!

กินอิ่มแล้วก็ได้เวลาเดินย่อย ใช่แล้วววว เราตั้งใจจะเดินกลับที่พัก เพราะจะผ่านโบสถ์คริสต์ ตรัง
เปิด map ดูห่างจาก hostel 1.4 กิโลเมตร
สำหรับสายวิ่งอย่างเรา สบายๆๆๆ แดดร้อนก็ไม่หวั่นแม้วันมามาก ฮ่าๆ

วิหารคริสศาสนา จังหวัดตรัง

สำหรับโบสถ์ครัสต์ ตรัง (วิหารคริสศาสนา) นั้น มีอายุ 100 กว่าปี สร้างขึ้นในปี 1915
ตัวอาคารสร้างจากอิฐถือปูน ส่วนหน้าต่างและประตูมีคิ้วโค้งเหนือวงกบ บานหน้าต่างเป็นบานเกล็ดไม้
ลูกบิดเป็นแบบสลักโบราณ จนกระทั่งในปี 2007 กรมศิลปากรได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์
เปลี่ยนหลังคาเป็นกระเบื้องวาวแบบประยุกต์ และส่วนที่ได้รับการบูรณะเป็นพิเศษ คือ สีของตัวอาคาร
ไม่ได้เป็นการทาสี แต่เป็นการผสมสีปูนปั้น  โดยการเก็บตัวอย่างจากผนังเดิม
ไปให้บริษัทผู้รับเหมาทำสีให้ใกล้เคียงกับสีเดิมมากที่สุด และในปี 2009 วิหารคริสศาสนาแห่งนี้
ได้รับรางวัลพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
รางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและวัฒนธรรม

ตลาดชินตา

จากโบถต์คริสต์ ตรัง เราก็เดินมาเรื่อยๆ ผู้คนใจดีมากกก ยิ้มให้ทักทายตลอดทาง
แล้วเราก็มาถึงที่พัก แล้วน้องกานต์ staff ก็บอกเราว่า รูมเมทพี่มาถึงแล้วนะคะ
เห็นพี่เขาบอกว่า จะไปตลาดชินตา เราก็เลยนั่งรอรูมเมท ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน
เผื่อเราจะแอบเกาะไปเที่ยวกับเขา ฮ่าๆๆๆ สักพักใหญ่ๆ เราก็เจอรูมเมท น่ารักมากกกกก
เธอชื่อ จี เป็นคุณครูสอนภาษาญี่ปุ่น มาประชุมที่ตรัง แล้วก็มาพักที่ hostel นี้
และดีที่เราสองคนอายุเท่ากัน เราก็เลยขอไปตลาดชินตากับจี จีตอบตกลงทันที

นอกจากจีแล้ว ยังมีเพื่อนของจี คือ พี่แอน และ volunteer ชาวญี่ปุ่นอีกหนึ่งคน ชื่อ ไอจัง
ว้าว!!!!!!! ได้ไปเที่ยวกับสาวญี่ปุ่น ดีใจมากกกกกกกก
และตลาดชินตานั้น ก็จะมีร้านอาหารเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด มีร้านขายเสื้อผ้า ขายของจิปาถะ
และก็มีโต๊ะให้นั่ง คือ เราสามารถเลือกได้เลยว่า เราจะกินอะไรบ้าง ซื้อๆ มาแล้วก็มานั่งกินด้วยกัน
เราคุยกับเพื่อนใหม่ทุกคนสนุกมากๆ เหมือนรู้จักกันมานาน
การเดินทางคนเดียว แล้วเจอเพื่อนใหม่ เราว่ามันก็สนุกไปอีกแบบ
ได้แชร์ประสบการณ์ต่างๆ ร่วมกัน มันคือการเปิดโลก เปิดมุมมอง

ขากลับจากตลาดชินตา ไปที่พัก เราต้องนั่ง รถกบ!!!! พลาดไม่ได้เด็ดขาด
รถกบเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดตรังเลย เราชอบมากกกกกกก ฮ่าๆๆๆ
เราก็นั่งรถกบกลับ hostel อย่างปลอดภัย และพักผ่อนคืนแรกที่จังหวัดตรังอย่างมีความสุข

สถานีรถไฟกันตัง อำเภอกันตัง

เช้าวันที่ 2 เริ่มต้นการเดินทาง จากสถานีรถไฟจังหวัดตรัง
เราจะไปกันตัง พร้อมกับไอจัง และเพื่อนญี่ปุ่นอีก 2 คน คือ นานาโกะและเซนเซ
ทุกคนเป็น volunteer ที่มาสอนภาษาญี่ปุ่นที่เมืองไทย 10 เดือน และทุกคนก็น่ารักมากกกกก
จากการไปเที่ยวตลาดชินตาเมื่อวาน เราบอกไอจังว่า เราจะไปกันตัง ไอจังก็เลยขอไปด้วย
ส่วนจีและพี่แอนไม่ได้ไปด้วย เพราะติดประชุมนั่นเอง

สำหรับการนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟตรังไปอำเภอกันตังนั้น
รถไฟมีแค่วันละ 1 รอบ เวลา 10:30 น. ค่าตั๋ว 5 บาท
ส่วนขากลับจากกันตัง มาที่สถานีรถไฟตรังก็มีแค่ 1 รอบ ประมาณรอบเที่ยงๆ
ถ้าไปแล้วกลับเลยก็คงใช้เวลาอยู่ที่กันตังไม่คุ้มค่า
ขากลับเราก็เลยเลือกวิธีนั่ง taxi กลับ เพราะมีกัน 4 คน ยังไงก็คุ้มค่าแน่นอน

สถานีรถไฟกันตัง สีเหลืองสดใส เป็นสถานีสุดทาง ของทางรถไฟสายใต้ฝั่งทะเลอันดามัน
เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2546
ในสถานีกันตังจะมีห้องจัดแสดงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เคยใช้ในกิจการรถไฟ เข้าชมได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายค่ะ

ร้านกาแฟ สถานีรัก 

ร้านกาแฟสถานีรัก ร้านอยู่ด้านหน้า ไม่ไกลจากสถานี คราคร่ำไปด้วยผู้คนที่มานั่งจิบกาแฟ
และเยี่ยมเยียนสถานีรถไฟสีเหลืองสดใส อย่างสถานีกันตัง มีมุมถ่ายรูป
มีของฝาก magnet และ postcard ขายด้วยค่ะ

พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี

จากสถานีรถไฟกันตัง เราจะไป พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี
ตอนแรกจะนั่งลุงวินนี่มอไซด์ไป แต่ volunteer เขามีกฎว่าไม่ให้นั่งมอไซด์ เพราะจะเกิดอันตราย
ก็ได้ตกลงกันว่าจะเดินไป และถามทางไปเรื่อยๆ ผู้คนที่กันตังก็ใจดีมากๆ
เรามาเจอร้านขายของเล็กๆ ตรงทางเลี้ยวจะไปพิพิธภัณฑ์ คุณป้าบอกว่า ขากลับให้กลับทางเดิมนะลูก
ป้าจะได้ดูว่าหนูๆ สบายดีกันทุกคน และป้าก็เอาเบอร์ taxi กลับตรังให้ด้วย คุณป้าน่ารักมากๆ เลยค่ะ

พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎา เป็นบ้านพักอดีตเจ้าเมืองตรัง นั่นก็คือ พระยารัษฎาฯ (คอซิมบี๊ ณ ระนอง)
ท่านเป็นเจ้าเมืองตรัง ท่านอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และนำเอายางพารามาปลูกที่ไทยเป็นต้นแรก!!
โดยเล่ากันว่า สมัยที่ท่านไปเยือนมาเลเซีย ท่านแอบเอาต้นยางใส่มาในรองเท้า ท่านต้องแอบเอาเข้ามา
เพราะเขาไม่ให้เอาเข้า และท่านก็นำมาปลูกที่ไทยจนกระทั่งกลายมาเป็นยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจในปัจจุบัน
(ข้อมูลนี้จากพี่คนขับ taxi คนจังหวัดตรังเล่าให้เราฟัง ในตอนที่เรานั่ง taxi จากที่พักไปสนามบินในวันสุดท้าย)

และนอกจากนั้นแล้ว คุณงามความดีของท่านก็มีล้นเหลือ ท่านส่งเสริมให้ชาวบ้านทำการเกษตร
เช่น ท่านจะออกอุบายอยากได้ไข่ไก่ ชาวบ้านก็เลี้ยงไก่
ได้ไข่ก็เอามาให้ท่าน ท่านก็ให้เอาไปขาย ได้เงินได้ทอง มีเงินหาเลี้ยงตัวเอง

ภายในพิพิธภัณฑ์ก็จะแบ่งเป็นห้องต่างๆ ที่เป็นบ้านของพระยารัษฎาฯ จริงๆ
มีข้าวของเครื่องใช้จริงๆ ในสมัยนั้น และภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ต่างๆ
ไอจังและเพื่อนชาวญี่ปุ่น ก็ตื่นตาตื่นใจไปกับประวัติศาสตร์ไทย

สามารถเข้าชมได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นเลยค่ะ แต่จะมีตู้บริจาคให้เราบริจาคได้ตามกำลังศรัทธา
โดยจะเปิดวันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 – 16:00 น. ปิดวันจันทร์

ควนตำหนักจันทน์

ถัดจากพิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ เราเดินกันต่อมาที่ ควนตำหนักจันทน์
ต้องเดินขึ้นไปบนเขา เล่นเอาหอบเหมือนกันค่ะ ฮ่าๆ แต่พอขึ้นไปถึงแล้ว อากาศดีมากกกก
มองเห็นวิวเมืองกันตังทั้งหมดเลย

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ควนตำหนักจันทน์ได้ใช้เป็นที่ตั้งทัพของกองกำลังทหารญี่ปุ่น
จนสงครามสิ้นสุดลง อาคารต่างๆ ก็ได้ถูกรื้อถอนไป และต่อมาได้ปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะ
และสถานที่พักผ่อนของชาวเมืองกันตังค่ะ

ร้านล่อคุ้ง อ.กันตัง จ.ตรัง

เที่ยวกันจนเพลิน ได้เวลาไปกินอาหารร้านเด็ดร้านดัง
เราก็พากันเดินกลับทางเก่า ไปให้คุณป้าร้านขายของชำเช็คว่าทุกคนยังสบายดี
แล้วก็ถามทางไป ร้านล่อคุ้ง ด้วยค่ะ โทรศัพท์ 089-5881875 ค่ะ

อาหารก็คือ ราดหน้าซุปเปอร์ เราสั่งมาแบบจานใหญ่สำหรับ 4 คน
คือเขาจะทำตามปริมาณคนที่มากิน สมมติ เรามา 7 คนก็จะทำแบบ 7 คน
ซึ่งจานใหญ่มากกกก กุ้งก็ตัวใหญ่ พอกินเข้าไปแล้ว อร่อยมากกกกกก สมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะ
นอกจากราดหน้าซุปเปอร์แล้ว ก็ยังมีเมนูอย่างอื่น ใครมาเยือนเมืองกันตังไม่ควรพลาดนะคะ

Taxi เมืองกันตัง และ ยางพาราต้นแรกของประเทศไทย

จากนั้นพวกเราก็ต้องกลับเข้าเมืองตรังกันแล้ว
ก็โทรศัพท์หาเบอร์ taxi ที่คุณป้าร้านขายของชำให้มา ไม่ถึง 10 นาทีค่ะ
คุณลุงมาจอดรอรับอยู่หน้าร้านอาหารล่อคุ้งเลย  เราคงจะเคยเห็น taxi ในกรุงเทพฯ กันใช่มั้ยคะ
แต่ taxi ที่กันตังเนี่ย เป็นรถรุ่นเก่าๆ วินเทจสุดๆ มีแอร์ธรรมชาติ เปิดกระจกตลอดทาง ฮ่าๆ
ราคาเหมา 240 บาท หารกันก็ตกคนละ 60 บาท
แต่ถ้าไม่เหมา ก็ต้องรถคนเต็มรถ ประมาณ 6-7 คน รถถึงจะออก
แล้วก็ขับรถผ่านยางพาราต้นแรก ลุงจอดเลย บอกไปๆๆ ไล่ทุกคนลงไปถ่ายรูป น่ารักมากกกก ฮ่าๆๆ

แล้วคุณลุง taxi ก็พาพวกเรามาส่งที่เดิม คือ หน้าสถานีรถไฟตรัง
พี่แอน มารอรับไอจัง เพื่อจะกลับกรุงเทพวันนี้
และพี่แอนก็พาเรามากิน โกปี๊ อยู่ข้างสถานีรถไฟตรัง เลี้ยงขอบคุณที่ดูแลไอจังให้
โกปี๊เป็นร้านขายชา แล้วก็มีเมนูต่างๆ เยอะแยะมากมาย เช่น น้ำกระเจี๊ยบ กาแฟ
มีอาหารเช้าด้วยนะคะ ไข่ลวก ไข่กระทะ
คุณลุง คุณตาทั้งหลาย เขาก็จะนั่งจิบชา แล้วก็เสวนากันไป เป็นวิถีชีวิตของชาวเมืองตรังอีกอย่างหนึ่งค่ะ

แล้วเราก็แยกย้ายกับไอจัง พี่แอน และเพื่อนญี่ปุ่นอีกสองคน เป็นการเดินทางพาอาคันตุกะไปเที่ยว
ได้อย่างน่ารักมาก เราก็หวังว่าเพื่อนๆ ญี่ปุ่นจะประทับใจและชอบเมืองไทยบ้านเรามากขึ้นไปอีกแน่นอน
ก่อนแยกจากกัน ไอจังและพี่แอนต้องกลับกรุงเทพ ส่วนเรายังอยู่ตรังต่ออีกหนึ่งคืน
ไอจังโผเข้ากอดเราเต็มแรง บอกว่าขอบคุณมากๆ ที่พาไปเที่ยว
และขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้มารู้จักกัน เราก็ดีใจและขอบคุณ
ที่อย่างน้อยๆ เราก็ไม่ได้เดินทางคนเดียว ยังมีไอจัง นานาโกะและเซนเซ เดินทางไปด้วย

Street Art

เราก็เดินกลับไปพักเอาแรงที่ hostel แล้วใกล้ค่ำ ก็ชวนกับจี ซึ่งประชุมเสร็จแล้ว
ออกไปถ่ายรูปเล่นกันที่ street art นิทรรศทับเที่ยง ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักเราเลย
และแน่นอน กินอีกแล้ว ฮ่าๆๆๆ (มาตรังต้องกินนะคะ อร่อยทุกอย่างเลยยยยย)

ทับเที่ยง Old Town Cafe

ร้านกาแฟสุด cool ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ กับ street art
มีขนมพื้นเมืองขาย เช่น ขนมเปี๊ยะ จีบหวานหน้าแตก เค้กตรังอันเลื่องชื่อ
แล้วก็จะมีเมนูกาแฟ นมสด โกปี๊ก็มีนะคะ ราคาไม่แพง บรรยากาศภายในร้านก็ดี

ร้าน ทับเที่ยง Old Town Cafe 
เปิดบริการทุกวันอังคาร – วันวันอาทิตย์ เวลา 11:00 – 21:00 น. ปิดทุกวันจันทร์นะคะ

ร้านกิม ข้าวต้มปริญญา

ถัดมาก็มากินอีกแล้ว ฮ่าๆๆๆ กินทั้งวันจริงๆ ค่ะ
ร้านนี้แนะนำโดย staff ที่ hostel เราเอง อยู่ตรงข้ามเลย ร้านเปิดทุกวัน เวลา 16:00 น. จนถึงเที่ยงคืนนะคะ
ร้านตั้งอยู่ที่ ถ.กันตัง ต.ทับเที่ยง อ.เมือง เยื้องธนาคารกรุงศรีฯ

สำหรับเมนูแนะนำคือ เกาหยุก เป็นอาหารพื้นเมืองของตรัง จะนิยมกินกันในงานสำคัญต่างๆ
ก็จะเป็นหมู อร่อยยยยยย และอีกอย่างคือ ผัดใบปอ เราว่ามันขมๆ แต่ก็โอเคค่ะ

ตลาดนัดหน้าสถานีรถไฟ

พากันไปเดินเล่นต่อค่ะ ที่ตลาดสถานีรถไฟ มีของขายและของกินอยู่เต็มไปหมด
แต่จะไม่มีที่นั่งเหมือนตลาดชินตา เพื่อนเรา comment มาใน facebook ให้ไปกินมะม่วงเบาหน้าสถานีรถไฟ
เรามาทั้งทีก็ไม่พลาด ชวนจีออกไปตามหามะม่วงเบา เจอกับร้านป้าภาคนนี้
น้ำจิ้มป้าอร่อยยยยย ป้าแถมให้เยอะมากกกกกก แล้วสองสาวก็พากินหิ้วถุงมะม่วงเบากลับ hostel
ปิดท้ายการเดินทางในวันที่ 2 อย่างอิ่มหนำสำราญ

หมูย่าง โกเภา โทร 086-2778327

วันสุดท้ายที่ตรังของเราแล้ว เรายังไม่ได้กินของเด็ดอีกอย่าง คือ หมูย่าง!!!!! นั่นเองงงงง
น้องกานต์แนะนำเราว่า อร่อยสุดๆๆ คือ ร้านโกเภา มีขายแต่ตอนเช้า ที่ตลาดสด
7 โมงบางวันนี่หมดแล้วนะคะ น้องกานต์บอกกับเราแบบนั้น
เราต้องกินให้ได้!!! ใช่ค่ะ!! เราก็ตื่นมาตั้งแต่เช้าาาา ปลุกจี รูมเมท มุ่งตรงไปที่ตลาดสด ถามหาร้านโกเภา
แล้วเราก็เจอกับหมูย่าง!!! เราก็ซื้อมานั่งกินที่ hostel อร่อยยยยย ออกหวานๆๆ
ใครมาเยือนเมืองตรัง อย่าพลาดกับหมูย่างเด็ดขาดนะคะ!!!

ได้เวลาเดินทางกลับแล้ว เรานัด taxi มารับที่หน้า hostel
ตอนที่นั่งในรถ พี่คนขับเขาเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนนะ กันตังคือตัวจังหวัดเลย เพราะมีท่าเรือ มีอะไร
ต่อมา รัชกาลที่ 6 เสด็จมา แล้วมาประทับตอนเที่ยง มากินข้าวตอนเที่ยง ก็เลยตั้งชื่อว่าทับเที่ยง
และเปลี่ยนตัวจังหวัดมาอยู่ในเมืองตรังจนถึงปัจจุบัน

ขอบคุณเมืองตรังและทุกๆ คนที่เจอที่นี่ การเดินทางมาตรังคนเดียว ไม่โดดเดี่ยวเลยค่ะ
ทุกๆ อย่าง ที่พบเจอมันคือ destiny รักทุกอย่างที่เป็นตรังค่ะ

Related posts